บทที่ 8 3.2 จำกันได้หรือเปล่า
อิงน่าน Part
“เมื่อรู้ว่าอาจต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงทำไมลูกต้องเอาตัวเองไปเผชิญกับความเจ็บปวดล่ะ แปะ! พอแล้วข้าวน่ะห้ามเติมอีกนะ”
“โห่แม่อะ โอเค ๆ พอก็ได้ครับงั้นอิงนั่งดูแม่กินข้าวก็ได้แต่ถ้าอิงไปเผชิญหน้ากับเรื่องนั้นด้วยตัวเองอิงจะได้ตัดใจได้ไงแม่ อีกอย่างอ้วนอย่างนี้ถ้าต้องอกหักขึ้นมาอิงจะได้กินขนมกินของหวานคลายเครียดโดยไม่รู้สึกผิดอะไรไงฉลาดเนอะลูกแม่ออ ฮ่า ๆ” มือที่เอื้อมไปจะตักข้าวใส่จานถูกแม่ใช้ช้อนตีดังแปะเลยแฮะ จานที่สองเลยถูกพักไว้แล้วเปลี่ยนมาเท้าคางคุยกับแม่ที่ยังมีความสุขกับอาหารฝีมือผมแทน
“หาเรื่องกินตลอดน่ะสิ แต่มั่นใจนะว่าจะตัดใจได้ถ้าถูกหักอกน่ะ”
“ยังไม่มั่นใจแต่อิงจะทำให้ดีที่สุดเลยล่ะจะทำทุกอย่างให้ดีตั้งแต่เริ่มแสดงความ รู้สึกดี ๆ ให้ติณฑ์เห็นทำให้ติณฑ์รับรู้ถึงความพยายามของอิง ส่วนผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไงอิงก็จะรับไว้เอง” เพราะความที่เรามีกันแค่สองคนมานานทำให้ผมไม่กล้าปกปิดทุกความรู้สึกของตัวเองไปจากแม่
จำได้ตอนที่ผมบอกแม่ว่าสักวันหนึ่งผมจะต้องเป็นเจ้าสาวของติณฑ์ให้ได้ แม้ตอนนั้นยังเยาว์วัยเป็นเพียงเด็กชั้นป.1แต่แม่ก็ไม่เคยโกรธไม่เคยแสดงความไม่พอใจ หรือไม่เคยดุด่าในความเพ้อฝันของเด็กชายอิงน่านที่พูดให้แม่ฟังอยู่ทุกคืนวัน ตรงกันข้ามแม่กลับรับฟังอย่างใจเย็นและคอยให้คำปรึกษาคำแนะนำกับทุกเรื่องในทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา นั่นทำให้ผมไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจยามที่ต้องเอ่ยเรื่องใครคนนี้ให้แม่ฟังเลย
“แต่ความรักที่ขึ้นอยู่กับความพยายามมันจะทำให้ลูกทั้งเหนื่อยทั้งกดดันนะ” ไม่ใช่คำพูดที่ทำให้ผมส่งยิ้มให้กับผู้หญิงที่เงยหน้ามามองตากันแต่เป็นเพราะแววตาเต็มไปด้วยความห่วงหาของแม่ต่างหากที่ทำให้ผมยิ้มออกมา สองมือละจากคางตัวเองเพื่อประคองมือบอบบางของแม่มากุมเอาไว้ด้วยความตั้งใจไต่ถามในเรื่องที่ผมอยากถามมานานแล้ว
“แต่ถ้าความเหนื่อยนั้นจะนำมาซึ่งความสุขอิงก็ยอมนะ แล้วแม่ล่ะไม่รังเกียจไม่อายไม่เกลียดที่อิงเป็นแบบนี้เหรอ”
“คนที่อายในสิ่งที่ลูกตัวเองเป็นคนแบบนั้นไม่น่าจะพร้อมเป็นพ่อแม่คนหรอก แม่น่ะจะคอยสนับสนุนลูกทุกทางเลยนะจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีความสุข ถ้าลูกสอบเข้าที่เดียวกับน้องติณฑ์ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเรียนมหาลัยเอกชนที่กรุงเทพเอาก็ได้แม่จะผลัก ดันให้ลูกได้อยู่ใกล้หัวใจของลูกให้มากที่สุดเอง” ทุกคำของแม่แทรกซึมไปถึงใจของผม ความรักความปรารถนาดีจากสองมือคู่นี้ส่งผลต่อความเข้มแข็งให้ตัวเองมีเรี่ยวแรงเดินไปหาความฝันตั้งแต่เด็กด้วยความมุ่งมั่นมากกว่าเคย
“แม่ออใจดีที่สุดในโลกทำอาหารก็อร่อยที่สุดในโลกเลยถ่ายรูปสวย ๆ ของแม่ไปอวดแฟนแม่ดีกว่า แต่เรื่องมหาลัยแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเพราะแม่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าลูกของแม่คนนี้ทำได้อยู่แล้ว”
“คิก ๆ ๆ แม่มั่นใจว่าน้องอิงต้องทำได้อยู่แล้วแต่ระวังไว้เถอะน้องติณฑ์จะวิ่งหนีเพราะอ้วนน่ะ แม่จำตอนป.1ที่ลูกบอกว่าโตขึ้นขอไปเรียนกับน้องติณฑ์ได้อยู่นะ ตอนแรกแม่คิดว่าเป็นแค่คำพูดของเด็กติดเพื่อนคนหนึ่งใครจะคิดว่าสุดท้ายแล้วลูกจะไม่เปลี่ยนความคิดล่ะ”
ความมั่นใจที่บอกกับแม่ไปไม่ใช่เพราะผมอวดตัวว่าฉลาดหรอกนะแต่แค่มั่นใจในตัวเองว่าสิ่งที่เตรียมตัวมาตั้งแต่ประถมเพื่อจะได้ไปอยู่ใกล้คนที่รักมากที่สุด จนถึงตอนนี้มันเป็นเวลาเกือบสิบสองปีแล้วผมเชื่อว่าความพยายามของการเตรียมตัวในช่วง เวลาสิบกว่าปีมานี้จะไม่สูญเปล่าไปแน่นอน และความเชื่อมั่นจากแววตาของแม่ก็สนับ สนุนในความมั่นใจของผมเช่นกัน
“เนอะแม่ลูกแม่ทำได้ชัวร์ อีกอย่างติณฑ์บอกว่าวันข้างหน้าถึงอิงจะอ้วนจะผอมจะแก่จะเตี้ยจะดำจะขาวเรียนไม่เก่งหรือไอคิวสูงจนเป็นอัจฉริยะติณฑ์ก็จะมาขออิงอยู่ดี แม่เห็นไหมล่ะว่าลูกของแม่ขายออกตั้งแต่จบอนุบาลเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ” แม่ถึงกับเบ้ปากให้วาจาโอ้อวดของผมเลยแฮะ แต่เพราะพูดเรื่องยามเยาว์วัยถึงได้นึกถึงคำสัญญาของเด็ก ชายสองคนแล้วก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ที่ผ่านมาแม้ผมจะรู้ว่าติณฑ์ส่งสัญญาณมาแล้วว่าเรื่องของเราจะไม่เหมือนเดิมแต่ผมจะเสี่ยงเดินหน้าเข้าหาเขาอีกครั้ง ไปหาและยืนยันกับเขาว่าต่อให้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ถึงหัวใจของใครจะผันแปรไปตามกาลเวลาแค่ไหนแต่ผมก็ยังคงเฝ้ารอจะเป็นเจ้าสาวของเขาเสมอ
ส่วนเรื่องน้ำหนักผมจะปรับทันทีที่ติณฑ์ขอแต่ไม่ใช่ตอนนี้ไง เพราะงั้นผมต้องรีบต่อรองขอข้าวอีกสักจานเพื่อตักตวงทุกช่วงเวลาที่จะได้ทำกับแม่ก่อนเพราะอีกไม่นานผมจะไม่ได้ทานอาหารกับแม่ทุกมื้ออย่างนี้ไปอีกนานเลย
คาบสุดท้ายของปีนี้พอครูออกจากห้องปุ๊บเพื่อนผมก็พากันถลามาที่โต๊ะผมปั๊บ
“สิ้นปีนี้ไปเคานต์ดาวน์บ้านมึงได้ไหมอิง”
“ได้สิทำหมูกระทะกินกันกูอยากกินว่ะกูบอกแม่ไว้แล้วด้วย” คำขอของไอ้เคนถูกผมสนองให้มันพร้อมกับรีบเร่งคว้ากระเป๋าเดินย่ำออกจากห้องเรียนให้เร็วที่สุดก็นี่มันวันสุดท้ายของการเรียนก่อนจะหยุดเทศกาลปีใหม่นี่นา ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมารับรองว่าวันนี้รถสองแถวคงแน่นเป็นปลากระป๋องอีกเหมือนเดิมเรื่องรอให้โรงเรียนเลิกเลยถูกผมปัดทิ้งแล้วเลือกจะมุดรั้วไปดักรถดีกว่า
“เดินช้าหน่อยสิยะอิอิงกูเดินสับขาไม่ทันมึงแล้วเนี่ย แล้วอย่าลืมไปขออนุญาตแม่กูให้ด้วยล่ะกูเป็นผู้หญิงยิงเรือแม่ไม่ให้ไปนอนค้างบ้านผู้ชายพายเรืออย่างมึงเดี๋ยวกูจะท้อง”
หมับ! “แรดอย่างมึงจะไม่กลับบ้านเป็นอาทิตย์แม่มึงก็ไม่แปลกใจหรอกอิบอม ไปอยู่หลังแถวเลยเดินอ้อยอิ่งอยู่ได้เดี๋ยวอาจารย์โนบิตะก็จับได้กันพอดี” ถึงไม่หันไปดูว่าเพื่อนที่เดินตามมาด้านหลังกำลังทำอะไรกันอยู่แต่แค่ได้ยินเสียงโหยหวนของไอ้บอมก็พอจะนึกภาพออกว่ามันคงถูกใบเฟิร์นทำร้ายร่างกายอยู่มั้ง และชื่อที่ใบเฟิร์นเอ่ยขึ้นต่าง หากที่ทำให้ผมรีบเร่งฝีเท้าของตัวเองจนเกือบจะวิ่งแล้วเนี่ย
“ปีนี้หมูของมึงก็ไม่กลับแพร่อีกเหรอวะชาตินี้กูจะมีบุญได้รู้จักกับหมูของมึงไหมเนี่ย เกิดกูสอบไม่ติดที่เดียวกับมึงกูคงไม่มีวาสนาได้เผชิญหน้ากับรักแรกของมึงสินะ”
“มึงอยากเห็นรักแรกของอิอิงก็ไปส่องตามโซเชียลสิมีให้เห็นออกเกลื่อนวันก่อนก็เพิ่งเห็นถ่ายรูปกับผู้หญิงคนหนึ่งลงไอจีอยู่เลย เปลี่ยนหญิงไม่ซ้ำหน้าแบบนี้กว่าจะถึงมือมันคงเหลือแต่ซากแน่” เสียงลมหายใจหอบแฮกดังขึ้นมาเมื่อเรามุดรั้วแล้วพากันมาอยู่ที่ร้านนมปั่นถัดจากโรงเรียนเกือบสองร้อยเมตรจนได้ แต่ลมหายใจของผมที่เต้นผิดปกติตอนนี้น่าจะมาจากประโยคที่บอมตอบไอ้เคนแทนผมล่ะมั้ง
หัวใจมันเต้นรุนแรงจนต้องยกมือไปวางที่อกซ้ายใจคิดไปว่าปีนี้ติณฑ์ก็คงไม่มาเหมือนทุกปี และในปีนี้ติณฑ์ก็คงอยู่กับเพื่อนยิ้มกับเพื่อนหัวเราะกับเพื่อนมีความสุขกับเพื่อนเหมือนปีก่อน ๆ ที่ผมไปส่องดูในโซเชียลของติณฑ์อีกตามเคย แต่ไม่เป็นไรหรอกความรู้สึกของผมจะไม่สั่นไหวกับอะไรทั้งนั้นเพราะอีกไม่นานเราจะได้เจอกันแล้วนี่นา
“อย่าว่าร้ายเขาสิอิบอมกูว่ากว่าจะถึงมือไอ้อิงเขาคงสะสมประสบการณ์ขั้นเทพแล้วล่ะฮอตขนาดนั้นน่ะ มึงคิดดูสิว่าถ้าป่ามป๊ามกันไอ้อิงของเราจะฟินขนาดไหนงั้นวันนี้กูขอส่องอีกรอบเถอะ”
“กูดูด้วย ว้าย! มึงดูนี่สิว่าที่รุ่นพี่ของมหาลัยที่เราจะเรียนเขาลงรูปว่าที่ผัวมึงด้วยนะอิงพี่เขาว่าคณะแพทยศาสตร์รอต้อนรับดาวดวงใหม่ย่ะ ฮอตตั้งแต่ม.ต้นยันม.ปลายเชียวนะถ้าเข้ามหาลัยกูว่าจะยิ่งฮอตกว่านี้อีก มึงเตรียมตัวลงสนามแข่งกับคนเป็นร้อยเป็นพันได้เลยอิอิง” ทำไมรถสองแถวยังไม่มาสักทีนะผมจะได้ลืมความต้องการอยากชะโงกหน้าไปดูเรื่องราวของติณฑ์ในโทรศัพท์ของบอมกับใบเฟิร์นสักที
แม้จะทำเป็นให้ความสนใจอยู่กับการชะเง้อมองรถราบนถนนแต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความต้องการ แล้วขยับตัวไปยืนดูสิ่งที่ใบเฟิร์นกับบอมกำลังให้ความสนใจอีกคน ภาพในจอคือชายหนุ่มที่อยู่ห่างไกลจากสายตาและเติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ เป็นความเพียบพร้อมที่บางครั้งผมก็ไม่กล้าจะเอื้อมมือไปแตะต้องด้วยกลัวว่าปลายนิ้วของตัวเองจะทำให้ความสมบูรณ์แบบนี้ต้องหม่นหมองลงไป เพราะงั้นเลยได้แต่เฝ้ามองทั้งที่อีกมือยังจับอกข้างซ้ายของตัวเองไว้แน่น
“พวกมึงก็เป็นโรคจิตตามติดชีวิตเขาตั้งแต่ม.ต้นยันม.ปลายเหมือนกันแหละ”
“เอ้าไอ้เคนปากไม่มีหูรูดอีกแล้วนะ ทำไมพวกกูจะสอดส่องไม่ได้คะในเมื่อนี่คือว่าที่เพื่อนเขยนะเว้ยเราก็ต้องทำความรู้จักกันไว้ก่อนสิ”
“คิดสักนิดก่อนพูดนะเฟิร์นคิดหน่อยว่าเขาอยากรู้จักพวกเราไหม จึก ๆ ไม่ต้องทำหน้าเหวี่ยงใส่กูเลยเอาสมองตอนนี้ไปคิดในสิ่งที่กูพูดเถอะ” นิ้วชี้ของผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำใบหน้าคมเข้มของไอ้เคนจิ้มไปที่หน้าผากของใบเฟิร์นจนหน้าเกือบหงาย แต่คำพูดของไอ้เคนต่างหากคือสิ่งที่สะเทือนเข้าไปถึงใจของผมเชียวล่ะ
แล้วคำถามก็เกิดขึ้นมาว่านั่นสินะตอนนี้ติณฑ์ยังอยากรู้จักผมยังจดจำผมได้หรือเปล่า และเรื่องราวของเรายังคงอยู่ในความทรงจำของติณฑ์บ้างไหมหรือว่าใจของติณฑ์จะไม่มีอะไรหลงเหลือให้ได้คิดถึงกันอีกเลย
